แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดข้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดข้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปวดข้อ ปวดเข่า ข้อเสื่อม

สำหรับคนที่เป็นโรคปวดข้อ ปวดเข่า แนะนำ อาหารสุขภาพดังต่อไปนี้
แคลเซียมเป็นโครงสร้างหลักของกระดูก หากไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ และหากได้รับอย่างไม่พอเพียงเป็นประจำ แคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักได้ง่าย แม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย การได้รับแคลเซียมเสริมจึงช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่กระดูก 

เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนและความผิดปกติของกระดูกด้วยแคลเซียม


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม ผสมแมกนีเซียม วิตามิน ซี, สังกะสี, แมกกานีส, ทองแดง, วิตามิน อี และวิตามิน ดี3 ชนิดเม็ด 
วิธีรับประทานครั้งละ 1 เม็ด พร้อมอาหารเช้า-เย็น
ฆอ. 1983/2553
ขนาด 60 เม็ด
รหัสสินค้า:40508
ราคา:420 บาท
สมาชิก :                        315 บาท


น้ำมันปลามี DHA และ EPA
 สาร DHA /EPA จะลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน ชนิดลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้

น้ำมันปลา ขนาด 1,000 มก.
บรรจุ 90 แคปซูล       รหัสสินค้า  40205  ราคา  540  สมาชิก 405 บาท
บรรจุ 50 แคปซูล       รหัสสินค้า  40206  ราคา  350  สมาชิก 262.5 บาท
น้ำมันปลา ขนาด 500 มก.
บรรจุ 90 แคปซูล  รหัสสินค้า  40207  ราคา  320  สมาชิก 240 บาท
บรรจุ 50 แคปซูล  รหัสสินค้า  40208  ราคา  200  สมาชิก 150 บาท





อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ บรรเทาอาการอักเสบ ปวดข้อรูมาตอยด์


น้ำมันอีฟนิ่ง พริมโรส ขนาด 1,000 มก
บรรจุ 90 แคปซูล รหัสสินค้า  40108  ราคา  750 บาท สมาชิก 562.5 บาท
บรรจุ 50 แคปซูล รหัสสินค้า  40109  ราคา  450 บาท  สมาชิก 337.5 บาท
น้ำมันอีฟนิ่ง พริมโรส ขนาด 500 มก
บรรจุ 90 แคปซูล รหัสสินค้า  40110  ราคา  420 บาท  สมาชิก 315 บาท
บรรจุ 50 แคปซูล รหัสสินค้า  40111  ราคา  250 บาท   สมาชิก 187.5 บาท





กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพรได้ดำเนินการศึกษาวิจัยสมุนไพร “เถาวัลย์เปรียง” ใช้ในการรักษาผู้ป่วย พบว่าสารสกัดจากลำต้นของเถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบ สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบที่เป็นยาแผนปัจจุบันเพื่อรักษาโรคปวดหลังส่วนล่างได้ ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียง พบว่ามีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังได้ทดสอบสรรพคุณในอาสาสมัครโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมโดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาต้านอักเสบ Naproxen และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงก็พบว่าสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดี และมีแนวโน้มว่าปลอดภัยกว่ายา Naproxen เพราะพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Naproxen มีอาการหิวบ่อย แสบท้อง จุกเสียด แน่นท้อง ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่มีอาการข้างเคียงดังกล่าว 

เถาวัลย์เปรียงสกัด ขนาด 30 แคปซูล
ขนาดรับประทาน : ครั้งละ แคปซูล วันละ ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น
รหัสสินค้า:48014
ราคา:
320.00 บาท  
สมาชิก 240 บาท



ปวดข้อรูมาตอยด์ http://www.youtube.com/watch?v=UnUY_Bziwuk




 






















วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคข้อเข่าเสื่อม


โรคข้อเสื่อม เป็นความผิดปกติของข้อที่พบได้บ่อยในช่วงเข้าสู่วัยกลางคน และพบได้เพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น พบในเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการสร้าง การทำลายและการซ่อมแซมภายในข้อ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อ  ถูกทำลายอย่างช้าๆ เป็นผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งโดยปกติกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวดูดซับแรงกดภายในข้อ และป้องกันมิให้กระดูกที่อยู่ภายใต้กระดูกอ่อนกระแทกกับกระดูกอีกฝั่ง หากกระดูกอ่อนผิวข้อเหล่านี้ถูกทำลาย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อมีน้ำหนักหรือแรงกดที่กระทำกับข้อ ก็จะส่งผลให้กระดูกใต้กระดูกอ่อนผิวข้อสัมผัสกัน กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อถูกยืด เป็นเหตุให้เกิดอาการปวดตามมา กระดูกใต้กระดูกอ่อนหนาตัวเกิดกระดูกงอกทั้งตรงกลางและริมกระดูก นอกจากนี้เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย เยื่อบุผิวข้อจะสร้างน้ำไขข้อลดลงอีกด้วย ผลจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้อฝืด ใช้งานข้อไม่คล่อง มีเสียงดังในข้อ ปวดหรือเสียวในข้อ โดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวหรือใช้งานข้อมากกว่าปกติ พบได้บ่อยในตำแหน่งของข้อที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่มีอาการรุนแรงมาก ก็อาจมีอาการปวดข้ออย่างมากและรุนแรงเมื่อใช้งาน ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนร่วมทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายได้แก่ อายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวที่มากเกินไป กิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลให้ข้อต้องรับแรงกดมากจนเกินไป เช่น การนั่งคุกเข่า หรือนั่งพับเพียบ และปัจจัยทางพันธุกรรม กระดูกอ่อนผิวข้อ มีคอลลาเจนไทพ์-ทู เป็นส่วนประกอบหลัก ขณะที่ผิวหนังจะเป็นคอลลาเจนไทพ์-วัน ทั้งนี้คอลลาเจนไม่ได้คงอยู่ตลอดไป แต่จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 ปี อัตราการสร้างจะลดลงร้อยละ 1.5 ในทุก ๆ ปี และเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทำให้ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของโครงสร้างอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายลดลง เป็นผลให้เกิดปัญหาข้อเสื่อมปวดข้อ ในส่วนของผิวหนังก็จะเกิดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ผิวพรรณแห้งกร้าน  ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีการสกัดคอลลาเจนไทพ์- ทู จากกระดูกอ่อนบริเวณอกไก่  ที่มีกระบวนการพิเศษเฉพาะ ทำให้ได้คอลลาเจนที่เรียกว่า อันดีเนเจอร์  คอลลาเจน ไทพ์-ทู  อันเปรียบเสมือนเป็นกุญแจที่จะไปหยุดกระบวนการทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ  การที่อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ที่ชื่อว่า ยู ซี-ทู ไปช่วยในเรื่องข้อเสื่อมนั้น อาจอธิบายได้ว่า ร่างกายมีกระบวนการสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยสร้างคอลลาเจนจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ร่างกายเองก็มีกระบวนการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อโดยที-เซลล์ (T-cell) หากเปรียบถังบรรจุน้ำเป็นกระบวนการสร้างผิวกระดูกอ่อน การเติมน้ำลงในถัง ก็คือการได้รับคอลลาเจน เพื่อไปสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยน้ำที่อยู่ในถังก็คือกระดูกอ่อนผิวข้อ ส่วน T-cell ก็คือรูรั่วของถังที่ทำให้น้ำไหลออกจากถัง หากน้ำที่ไหลออกจากถังมีมากกว่าน้ำที่เติมเข้าไป ก็คือ มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อมากกว่า น้ำในถังก็จะลดลง เปรียบเสมือนกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ดังนั้น การได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน จึงเป็นการไปอุดรูรั่วของถังหรือลดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู (UC-II) ในโรคข้อเสื่อม มีงานวิจัยที่ทดสอบในผู้หญิงอายุ 58-78 ปี ที่ทรมานจากอาการปวดข้อ จำนวน 5 คน ให้รับประทานอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ที่ชื่อว่า ยู ซี-ทู (UC-II) 10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 42 วัน พบว่ามีอาการดีขึ้น

ควรทาน ยูซี - ทู ร่วมกับ คอลลาเจน แมกซ์ หรือ เอสโอพี คอลลาเจน หรือ โรส ไวท์ ดริ้ง เนื่องจาก ยูซี - ทู 
ช่วยลดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ  และควรเติม คอลลาเจนให้กับร่างกายด้วย คอลลาเจน แมกซ์ หรือ
เอสโอพี คอลลาเจน หรือ โรส ไวท์ ดริ้ง เนื่องจากคอลลาเจนในร่างกายจะลดลง เมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาข้อเสื่อม  ปวดข้อ ในส่วนของผิวหนังก็จะเกิดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ผิวพรรณแห้งกร้าน





















เรื่องน่ารู้ของเถาวัลย์เปรียง
เถาวัลย์เปรียง เป็นหนึ่งในตัวยาที่ถูกบรรจุอยู่ในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยมีสรรพคุณเป็นยากษัยเส้น หรือยาแก้ปวดเมื่อย มีการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และความปลอดภัยในการใช้เถาวัลย์เปรียง สามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่างๆ ช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่าง 
มีความปลอดภัย ไม่กัดกระเพาะ ไม่ควรทานติดต่อกันนานเกิน 2 เดือน

เถาวัลย์เปรียงกับโรคข้อเข่าเสื่อม
“โรคข้อเข่าเสื่อม” เป็นโรคที่พบบ่อยมากในผู้สูงอายุ โดยพบในผู้ป่วยวัย 50 ปีขึ้นไป มากถึงร้อยละ 40 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมจะมีอาการปวดเข่า และไม่สามารถทำงานหรือดำรงชีวิตได้อย่างปกติ หนึ่งในวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม คือ การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง และผู้ป่วยก็มักจะได้รับยาแก้ปวดร่วมด้วย ซึ่งได้แก่ ยาลดการอักเสบในกลุ่ม NSAIDS แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงที่สำคัญคือระคายเคือง และทำให้เกิดแผลในระบบทางเดินอาหารและยามีราคาแพง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสมุนไพรจึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยสมุนไพร “เถาวัลย์เปรียง” ใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยพบว่าสารสกัดจากลำต้นของเถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบ สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบที่เป็นยาแผนปัจจุบันเพื่อรักษาโรคปวดหลังส่วนล่างได้ ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียง พบว่ามีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังได้ทดสอบสรรพคุณในอาสาสมัครโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมโดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาต้านอักเสบ Naproxen และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงก็พบว่าสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดี และมีแนวโน้มว่าปลอดภัยกว่ายา Naproxen เพราะพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Naproxen มีอาการหิวบ่อย แสบท้อง จุกเสียด แน่นท้อง ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่มีอาการข้างเคียงดังกล่าว